fbpx

ทำอย่างไร เมื่อลูกเป็นเด็กขี้อาย

อาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในเด็กทั่วไปคือกังวลเมื่อเจอคนแปลกหน้าไม่คุ้นเคย เด็กบางคนที่ปรับตัวเก่งอาจใช้เวลาไม่นานในการทำความคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า แต่เด็กบางคนที่มีปัญหาปรับตัวล่าช้าอาจเกิดอาการวิตกกังวลมากจนไม่กล้าพูดคุยกับคนนอกครอบครัว บางรายที่มีอาการมากอาจส่งผลเสียต่อการเข้าสังคม การเรียนของเด็กได้ เรียกว่า “โรคกลัวการเข้าสังคม” ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคนี้กันค่ะ

• โรคกลัวการเข้าสังคม หรือ คือโรคอะไร?
โรคกลัวการเข้าสังคม หรือ โรคขี้อาจ (Social Anxiety Disorder) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเด็กมักกังวลต่อการเข้าสังคม ไม่กล้าแสดงออก โดยเฉพาะที่ๆมีคนดูการแสดงออกของตนเองเยอะๆ เด็กมักกลัวการถูกเฝ้ามองหรือการประเมิน มักคิดล่วงหน้าว่าการกระทำหรือคำพูดของตนจะถูกมองด้านลบจากคนดู ทำให้เป็นเด็กขี้อาย เวลาเด็กเหล่านี้กลัวอาจมีอาการทางร่างกายต่างๆตามมาได้ เช่น เวียนศีรษะ มึนงง ปวดหัว ท้องไส้ปั่นป่วน มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก หน้าแดง และพยายามหลีกหลีกสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความกังวล เช่นบางคนกลัวลนลานจนวิ่งหนีเข้าห้องน้ำ หรือแสดงออกแบบมั่วๆ       ผลจากการหลีกหนีการเข้าสู่สถานการณ์สังคมเหล่านั้นไป ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะได้รู้จัก ความสามารถของตน รู้จักคนเพิ่มหรือรักษามิตรภาพกับเพื่อน ๆ ไว้

• พ่อแม่จะดูออกได้อย่างไรว่าลูกมีภาวะนี้?
อาการของเด็กที่ควรสงสัยว่ามีโรคกลัวการเข้าสังคมได้แก่   ลังเล รู้สึกไม่สบายใจ หรือยอมเป็นคนตามเมื่อต้องเป็นจุดสนใจของคนอื่น หลบเลี่ยงที่จะเริ่มพูดคุย แสดงออก ไปงานรื่นเริง รับโทรศัพท์หรือสั่งอาหารตามร้านภัตตาคาร
ไม่ค่อยสบตา หรือมักพูดเบา ๆ พึมพำ คุยหรือเล่นกับเพื่อนน้อย แยกตัวจากกลุ่มเพื่อน ไปเก็บตัวในห้องสมุดอย่างไม่มีความสุข (ไม่ใช่เพราะรักการอ่านจริง) ใส่ใจกับคำพูดคำวิจารณ์ต่าง ๆ อย่างมาก กลัว “ขายหน้า” ฯลฯ

• หากพบว่าลูกน่าจะมีภาวะนี้ ควรช่วยเหลืออย่างไร?
พ่อแม่สามารถช่วยเหลือให้ลูกดีอาการขึ้นโดย สร้างโอกาสให้เด็กได้ “ทดลอง” กับสังคมที่หลากหลาย อย่างเล่นกับเพื่อน ๆ กลุ่ม ต่าง ๆ ไปงาน วันเกิด เพื่อน ๆ ญาติ ๆ เข้ากิจกรรมโรงเรียนแต่ไม่ควรผลักดันลูกไปเข้าสถานการณ์ใหญ่ ๆ ยาก ๆ ในทั้งที่ตั้งแต่เริ่มต้น อย่างประกวดร้องเพลง แข่งพูดโต้วาที เป็นต้น เพราะเด็กอาจล้มเหลวได้รับแต่ประสบการณ์ที่แย่แทนที่จะรู้สึกว่าทำได้ เวลาเห็นลูกทำท่าอึดอัดหรือตอบคนอื่นช้า อย่า “พูดแทน” ลูก เช่น เวลาสั่งอาหารช้า ก็สั่งให้หรือแย่งตอบคำถาม ที่ผู้ใหญ่คนอื่น ถามให้แทน จูงใจให้รางวัลหากลูกกล้าพูด ทำตัวเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นในสถานการณ์สังคมต่าง ๆ ว่าควรวางตัวอย่างไร อย่าทำท่าทางเหนื่อยหน่าย “เบื่อ” หรือโมโห หากลูกไม่สามารถแสดงออกได้ดังใจของท่าน (จริง ๆ เขาก็ ผิดหวังตัวเองอยู่เยอะแล้ว) ควรแสดงความเข้าใจเขา และให้กำลังใจแนะนำให้ลองครั้งต่อไป

แต่หากทดลองช่วยเหลือลูกตามวิธีที่กล่าวมาแล้วซักระยะ แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีความรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมาก อาจพาลูกไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมค่ะ 

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ