fbpx

ดูยังไงให้รู้? ว่าลูกเป็นไข้หวัดธรรมดา และไข้หวัดใหญ่

“ไข้หวัดใหญ่” ฟังเผินๆ เหมือนจะไม่ต่างอะไรกับไข้หวัดธรรมดาที่มักเป็นกันบ่อยๆ แต่ความจริงแล้วไข้หวัดใหญ่มีความน่ากลัวกว่ามาก เพราะนอกจากลูกน้อยจะต้องต่อสู้กับอาการป่วยที่รุนแรงแล้ว ยังอาจก่ออันตรายถึงชีวิตได้อีกด้วย
ไข้หวัดใหญ่ (Flu)
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ชนิด A B และ C โดยชนิดที่เราได้ยินบ่อยๆ และมีความรุนแรงในช่วงนี้คือ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A” ที่ส่งผลให้เด็กมีไข้สูงฉับพลัน มีอาการอ่อนเพลียมากกว่าไวรัสก่อโรคระบบทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ซึ่งหากมีอาการรุนแรงอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว
สาเหตุของอาการป่วย
เชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ในน้ำมูก เสมหะ และน้ำลายของผู้ป่วยและคนที่ติดเชื้อ ซึ่งสามารถแพร่ไปยังคนอื่นๆ ได้โดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด (ภายในระยะประมาณ 1 เมตร) หรือการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ลูกบิดประตู ราวบันได แล้วเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ปาก และตา ช่วงที่เชื้อไข้หวัดใหญ่ระบาดมากๆ คือ ช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว และช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม นั่นเอง
อาการน่าสงสัยที่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดา
อาการของไข้หวัดใหญ่จะเริ่มแสดงในช่วง 1-3 วัน หลังได้รับเชื้อ ลักษณะเด่นคือ จะมีไข้สูงเฉียบพลันมากกว่า 38 องศาขึ้นไป และอ่อนเพลีย หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งต่างจากไข้หวัดธรรมดาที่อุณหภูมิจะไม่สูงมาก และจะค่อยๆ แสดงอาการทีละน้อย ร่วมกับอาการคัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ มีเสมหะ
ไข้หวัดใหญ่ใกล้ตัวเด็กๆ มากกว่าที่คุณแม่คิด วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เด็กๆ ป่วยด้วยการหลีกเลี่ยงการพาลูกไปในสถานที่ที่มีคนแออัด รวมทั้งการรักษาความสะอาด รับประทานอาหาร และดื่มนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยให้ร่างกายของเด็กๆ แข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อไข้หวัดได้อย่างเต็มที่นะคะ

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ