fbpx

รู้จักกับโรคซนสมาธิสั้น โรคฮิตวัยเด็ก

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อโรคนี้มาบ้าง ว่าเป็นโรคในเด็กที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน แต่บางคนอาจเข้าใจผิดว่าหมายถึงเด็กดื้อมาก หรือเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้มาฝากกันค่ะ
1. โรคซนสมาธิสั้นคืออะไร?
โรคซนสมาธิสั้น หรือที่มักเรียกกันว่า ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดตั้งแต่วัยเด็ก เป็นอาการด้านพฤติกรรม การเรียน อารมณ์ และการเข้าสังคม ซึ่งกลุ่มอาการที่ว่ามี 3 อย่างได้แก่
1. อาการซน อยู่ไม่นิ่ง (hyperactivity) เด็กจะซน ยุกยิกตลอดเวลา อยู่นิ่งไม่ได้ ชอบเล่นปีนป่ายโลดโผนหรือพูดเก่ง
2. อาการขาดสมาธิ (attention deficity) เด็กว่อกแว่กง่าย ขาดสมาธิเวลาต้องทำงานนาน เหม่อลอย ทำของหายบ่อย
3. อาการหุนหันพลันแล่น (impulsivity) อาการวู่วาม ใจร้อน หุนหันพลันแล่น ทำอะไรโดยไม่ระมัดระวัง
2. สาเหตุของโรคจากอะไร?
โรค ADHD มีสาเหตุจากพัฒนาการที่บกพร่องของสมองบางส่วน ทำให้มีปริมาณสารสื่อประสาทในสมองบางอย่างที่น้อยกว่าปกติ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวมักมาจากกรรมพันธ์ได้ถึง 40% นอกจากนี้การที่มารดาขาดสารอาหารระหว่างตั้งครรภ์ หรือดื่มสุรา สูบบุหรี่ สัมผัสสารตะกั่ว ก็จะเพิ่มโอกาสให้ลูกมีภาวะนี้ได้
3. เมื่อก่อนไม่เคยมี ทำไมเด็กสมัยนี้เป็นเยอะจัง?
ความจริงโรคนี้ถูกค้นพบในต่างประเทศมานานกว่า 200ปี แล้วคะ แต่เพิ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยไม่กี่สิบปีนี้ โดยจากการสำรวจเด็กไทยพบว่ามีเด็กเป็น ADHD ถึง 8 เปอร์เซนต์ หมายความว่าในเด็กห้องหนึ่ง 50 คน จะมีเด็กเป็นโรคซนสมาธิสั้นถึง 4 คนเลยทีเดียว
4. จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเราเป็นโรคซนสมาธิสั้นหรือไม่?
การวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ต้องอาศัยการตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่นกุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โดยส่วนมากหากผู้ปกครองหรือคุณครูสังเกตว่าเด็กมีอาการใกล้เคียงกับที่กล่าวมาข้างต้น จะส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกทีเพื่อยืนยัน
5. มีวิธีรักษาหรือไม่?
หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรค ADHD จริง จะมีการรักษา 3 อย่างที่ได้ผล ดังนี้
1. การรักษาด้วยยา 
ปัจจุบันมียาที่ปรับสารสื่อประสาทช่วยปรับสมาธิที่ได้ผลดี แต่การใช้ยานี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์เฉพาะทาง
2.การปรับพฤติกรรม 
ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กเพื่อฝึกการควบคุมตนเอง ทั้งที่บ้าน และที่โรงเรียน
3.การช่วยเหลือด้านจิตใจและด้านการเรียน
ในรายที่มีปัญหาการเข้ากับผู้อื่น หรือปัญหาการเรียน ควรได้รับการช่วยเหลือพิเศษควบคู่ไปด้วยคะ

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ