fbpx

อยากให้ลูกฉลาด (คิด) คุณแม่ต้องไม่พลาด 3 สิ่ง

ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) เป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญในการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆในสังคม เพราะเด็กที่รู้จัก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” รู้จักใส่ใจ และเข้าใจว่าคนอื่นคิดหรือรู้สึกอย่างไร ก็จะสามารถปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ดีและเป็นที่รักของเพื่อนๆ แต่ด้วยธรรมชาติของวัยก็เป็นปกติที่เด็กเล็กๆ จะยังคิดถึงเรื่องของตัวเองเป็นหลัก คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนเขาให้รู้จักที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้

1. เป็นตัวอย่างที่ดีและแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้เด็กได้เห็น
เด็กๆ จะคอยแอบสังเกตเราอยู่ตลอด ดังนั้น การสอนที่ดีที่สุดก็คือการทำให้เห็น ไม่ใช่แค่การพูดบอก เพราะเด็กจะสัมผัสได้เมื่อเราแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทั้งกับคนสนิทใกล้ตัวที่เราให้คำปรึกษา และการให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ กับบุคคลทั่วไปที่พบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น การช่วยเก็บของให้คนที่ทำหล่น และที่สำคัญที่สุดก็คือการแสดงความเห็นอกเห็นใจให้กับตัวเด็กเองค่ะ

2. คอยชื่นชมพฤติกรรมของเด็กที่แสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมดีๆ กับคนอื่น อย่าลืมให้คำชม และเสริมด้วยคำบรรยายสั้นๆ ว่าพฤติกรรมดีๆของเขาแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างไร หรือช่วยให้ผู้อื่นรู้สึกดีขึ้นอย่างไร เช่น “ลูกมีน้ำใจมาก ที่เห็นใจและช่วยเหลือเพื่อนที่หกล้ม ตอนนั้นเพื่อนคงเจ็บมาก” หรือ “ลูกมีน้ำใจที่คิดถึงและเอาของเล่นมาเผื่อน้อง ดูสิ น้องดีใจมากเลย”

3. เปิดโอกาสให้เด็กได้มองเห็นมุมมองและความรู้สึกของคนอื่นๆ
ในระหว่างการพูดคุยกัน เราควรชี้ให้เด็กลองคิดในมุมมองของคนอื่นๆ ดูบ้าง โดยสามารถทำได้ทั้งการพูดคุยเรื่องของเพื่อน เรื่องของคนในครอบครัว หรือแม้แต่การพูดคุยถึงเนื้อหาในข่าวหรือหนังสือนิทาน เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นมุมมองที่เปิดกว้างและหลากหลาย

4. สอนให้เด็กรู้จักการอ่านสีหน้าและท่าทางที่แสดงความรู้สึกต่างๆ
เพราะคนเราไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ เสมอไป การแสดงออกทางภาษากาย (nonverbal cues) ก็เป็นสิ่งที่เด็กควรได้เรียนรู้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกการสอนได้ในบทสนทนาระหว่างวัน โดยคอยอธิบายรายละเอียดเล็กๆ ให้เด็กได้สังเกตตาม เช่น คนที่มีอารมณ์โกรธ มักจะหน้าบึ้ง หายใจแรง เดินเร็ว ทำเสียงดัง หรือกำหมัด

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ